ออสโล

ออสโล (Oslo) เมืองหลวงของประเทศนอร์เวย์ เป็นเมืองใหญ่ที่มีประชากรอาศัยอยู่กว่าหกแสนคน และยังเป็นเมืองที่ได้รับการจัดอันดับไม่ว่าจะจากสถาบันใด หรือเมื่อไหร่ ก็เป็นเมืองที่ได้รับฉันทามติว่ามีค่าครองชีพสูงเป็นอันดับต้นๆของโลก ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใด เพราะประชาชนที่อาศัยอยู่ ณ ที่เมืองหลวงแห่งนี้ ต่างก็มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรัฐสวัสดิการที่รัฐบาลเอาใจใส่ดูแลประชาชน ถ้าหากมีโอกาสได้ไปเดินเล่นอยู่ใจกลางเมืองหลวง ก็จะมีความรู้สึกเสมือนว่าเรากำลังเดินอยู่ท่ามกลางป่าใหญ่

เพราะที่นี่ให้ความสนใจในการอาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติ มีต้นไม้ร่มรื่นแทบจะทั่วทุกหัวระแหง สำหรับคนที่รักการปั่นจักรยานเป็นชีวิตจิตใจ ขอบอกเลยว่า หากได้ไปปั่นในสวนจักรยานฮาเฟลซักครั้ง รับรองว่าจะติดใจจนอยากจะกลับมาแล้วให้หน่วยงานที่ประเทศเราได้จัดทำสวนสวยอย่างนี้ขึ้นมาบ้าง

แต่ปรากฏการณ์ใหม่ของออสโลที่ทำให้นักท่องเที่ยวต้องตื่นตาตื่นใจกันจริงๆ คงจะหนีไม่พ้นโรงละครโอเปร่าเฮาส์แห่งใหม่ของเมืองที่ได้รับการออกแบบมาได้อย่างสุดแสนจะวิจิตร โรงละครแห่งนี้ถูกออกแบบให้ดูเหมือนธารน้ำแข็งยักษ์โผล่ขึ้นมาจากน้ำ มีสะพานที่ลาดเอียงสีขาวโพลน เป็นภาพที่ใครๆ ก็ต้องชักภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก แต่ความตื่นเต้นจริงๆ นั้นอยู่ที่การได้ขึ้นไปเดินตามทางเดินที่ลาดเอียงไปบนหลังคาของโรงละครต่างหาก เพราะเรื่องแบบนี้ใช่ว่าเราจะพบเห็นได้ทุกวันเสียที่ไหน

จากมุมสูงสุดของอาคารโอเปร่า เราสามารถชมวิวทิวทัศน์ของออสโลได้อย่างเต็มตา และสิ่งที่น่าประทับใจพอๆ กันกับตัวอาคารก็คือรูปปติมากรรมที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านหน้าของอาคาร ปติมากรรมที่มีชื่อว่า She Lies

และเมื่อมาถึงออสโลทั้งทีก็ต้องไปแวะชมสวนสาธารณะที่สวยที่สุดของออสโลที่ชื่อว่า Vigeland Parken เป็นสวนที่เปิดให้เข้าชมฟรี แต่ความอลังการของมันอยู่ที่รูปปั้นฝีมือของศิลปิน Gustav Vigeland ที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างผลงานมากถึง 212 ชิ้นตั้งประดับไว้ตลอดตามความยาวของสวนสวย

คนที่ชื่นชอบงานศิลปะแบบนี้คงต้องใช้เวลากันนานกว่าจะเดินดูได้ครบทุกชิ้น ที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดน่าจะได้แก่เสาหินที่เป็นรูปคนแกะสลักอยู่บนเสาสูงนั้นจนไม่มีที่ว่างเหลืออยู่เลย เป็นงานฝีมือที่ศิลปินต้องใช้ความอดทนสูงมาก

สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่ผู้มาเยือนออสโลไม่ควรพลาดเด็ดขาดนั่นก็คือพิพิธภัณฑ์เรือไวกิ้ง เพราะที่นี่ถือว่าเป็นรากเหง้าของพวกเขาเลยทีเดียว มีซากเรือโบราณที่ได้ขุดพบแล้วนำกลับมาประกอบจากเศษซากเหล่านั้นขึ้นมาใหม่ให้เป็นลำเรือที่เกือบจะสมบูรณ์

มันมีความขลังและน่าชื่นชมคนโบราณเมื่อครั้งในอดีตกาลที่มีความกล้าหาญเป็นยิ่งนักในการออกเดินเรือข้ามมหาสมุทร ฝ่าคลื่นลมด้วยเรือไม้เหล่านี้ บางครั้งหลักฐานเพียงแค่เศษเสี้ยวของประวัติศาสตร์ ก็สามารถทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นรุ่นหลัง ปะติดปะต่อเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นกับบรรพชนของตัวเองได้เช่นกัน

นอกจากนี้ออสโลยังมีสถาปัตยกรรมที่สวยงามไว้รอต้อนรับผู้มาเยือนอย่างเราอีกด้วย หากเราออกเดินจาก Karl Johans gate ถนนสายหลักของกรุงออสโล แล้วเดินตรงยาวไปจนเจอ Konggelige Slott หรือ Royal Palace พระราชวังของกษัตริย์นอร์เวย์ที่สร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เพื่อเป็นที่ประทับของ King Charles ที่ 3 ตัวพระราชวังนั้นถึงจะดูไม่ใหญ่โตอลังการงานสร้างเฉกเช่นเดียวกับพระราชวังแวร์ซายน์ แต่ก็มีความคลาสสิคในแบบของตัวเอง

ถึงแม้ว่าออสโลจะมีค่าครองชีพที่สูงเป็นอันดับต้นๆของโลก แต่นั่นก็หาได้เป็นอุปสรรคต่อการท่องเที่ยวของเราไม่ เพราะด้วยขนาดของตัวเมืองหลวงแห่งนี้ไม่ได้มีความใหญ่โตอะไร การเดินทางไปสถานที่ต่างๆก็ทำได้อย่างง่ายดาย ทั้งระบบการขนส่งที่มีประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยม จึงทำให้เราไม่ต้องใช้เวลานานมากนักในการท่องเที่ยวให้ครบทุกสถานที่ ระยะเวลาในการชมเมืองให้ครบหรือใกล้เคียงกับคำว่าครบ ก็ไม่น่าเกินหนึ่งวันหรือหนึ่งวันครึ่งเพียงเท่านั้น ออสโลมีสิ่งละอันพันละน้อยไว้คอยต้อนรับแขกผู้มาเยือนทุกคน

ไม่ว่าจะเป็น Akershus Slott og festning หรือ Akershus Fortress แนวป้อมปราการโบราณที่สร้างขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 1290 หรือถนนสายช้อปปิ้ง Aker Brygge ยอดนิยมของคนทุกเพศทุกวัยที่รายล้อมด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และสิ่งบันเทิงมากมาย

เมื่อมาถึงออสโลแล้ว รับรองว่าทุกคนจะได้รับการดูแลให้ได้รับความบันเทิงเป็นอย่างดีตลอดระยะเวลาที่อยู่ ณ ที่เมืองหลวงแห่งนี้